Banner 1 Banner 1
"หมอบุญ" ทุ่ม 1.5 หมื่นล้านบาท สยายปีกให้กับ"ธุรกิจสุขภาพ"
Share on
17 June 2019


         ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า โครงสร้างด้านประชากรของประเทศไทยเข้าสู่การเป็น "สังคมสูงวัย" ตั้งแต่ปี 2548 และตามการคาดประมาณประชากร ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่ "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" (Complete Aged Society)  เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนอยู่ที่ 20% ของประชากรทั้งหมด และในปี 2574 ประเทศไทยจะเข้าสู่ "สังคมสูงวัยระดับสุดยอด" (Super Aged Society)  เมื่อประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนสูงถึง 28% ของประชากรทั้งหมด

9157748677806

         ซึ่งจากตัวเลขดังกล่าว ส่งผลให้หลายธุรกิจรวมไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงอย่าง "กลุ่มโรงพยาบาล" หันมารุกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพในทุกระดับชั้น ไม่ใช่เฉพาะผู้สูงวัยเท่านั้น น.พ.บุญ วนาสิน ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ผู้บริหารโรงพยาบาลและธุรกิจดูแลสุขภาพ เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า  ยุทธศาสตร์การดำเนินงานของทาง THG ในช่วง 3-5 ปีนับจากนี้ คือ ขยายธุรกิจทั้งในส่วนของ Medical และ Non Medical ควบคู่กันไป ทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้งบประมาณการลงทุนไม่ตํ่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 3,000 ล้านบาท  โดยในส่วนของไทยจะขยายธุรกิจโรงพยาบาลให้น้อยลง แต่จะขยายกลุ่มธุรกิจ Well Care, อินติเกรต เฮลธ์ แคร์, คอมมิวนิตี ฮอสพิตัล และกลุ่มศูนย์สุขภาพเฉพาะทาง ที่นำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตที่สำคัญให้กับกลุ่ม นอกจากนี้ ในปีนี้ทางกลุ่มยังมองหาโอกาสในการเข้าเทกโอเวอร์โรงพยาบาลในประเทศอีก 2-3 แห่ง ด้าน "ตลาดต่างประเทศ" จะขยายการลงทุนไปยังกลุ่มประเทศที่มีโอกาสทางการเติบโตและมีกำไรสูง ซึ่งจะเป็นกลุ่มธุรกิจไหนหรือรูปแบบใดขึ้นอยู่กับเทรนด์และกฎหมายของแต่ละประเทศ โดยจะมีทั้งรูปแบบร่วมทุน รับบริหารงาน เป็นต้น หลังจากปัจจุบันกลุ่มได้เข้าไปดำเนินงานแล้วในจีน เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม และ สปป.ลาว โดยในส่วนของโรงพยาบาลธนบุรี 1 ลงทุนราว 870 ล้านบาท ขยายพื้นที่การบริการของโรงพยาบาลธนบุรี 1 แบ่งเป็น อาคารจอดรถ 120 ล้านบาท และพื้นที่การบริการผู้ป่วยนอก (OPD) พื้นที่ 1.2 หมื่น ตร.ม. 550 ล้านบาท ก่อนจะขยายเฟส 3 ศูนย์มะเร็งในช่วงกลางปี 2563 นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังมีการลงทุนในส่วนของศูนย์บริการสุขภาพ ในชื่อ "ร.พ.ธนบุรี บำรุงเมือง" ศูนย์สุขภาพระดับ 6 ดาว รองรับกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่ต้องการมีบุตรเป็นหลัก ภายใต้งบประมาณการลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท

         โดยมีแผนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 ม.ค. นี้ ขณะที่ ช่วงที่ผ่านมาทางกลุ่มได้มีการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโครงการจิณณ์เวลบีอิ้งเคาน์ตี้ บนเนื้อที่ 140 ไร่ ย่านรังสิต เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของไทย โดยในส่วนของโรงพยาบาลธนบุรี 1 ลงทุนราว 870 ล้านบาท ขยายพื้นที่การบริการของโรงพยาบาลธนบุรี 1 แบ่งเป็น อาคารจอดรถ 120 ล้านบาท และพื้นที่การบริการผู้ป่วยนอก (OPD) พื้นที่ 1.2 หมื่น ตร.ม. 550 ล้านบาท ก่อนจะขยายเฟส 3 ศูนย์มะเร็งในช่วงกลางปี 2563 นอกจากนี้ ทางกลุ่มยังมีการลงทุนในส่วนของศูนย์บริการสุขภาพ ในชื่อ "ร.พ.ธนบุรี บำรุงเมือง" ศูนย์สุขภาพระดับ 6 ดาว รองรับกลุ่มลูกค้าชาวจีนที่ต้องการมีบุตรเป็นหลัก ภายใต้งบประมาณการลงทุนกว่า 4,000 ล้านบาท โดยมีแผนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 ม.ค. นี้ ขณะที่ ช่วงที่ผ่านมาทางกลุ่มได้มีการจัดตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโครงการจิณณ์เวลบีอิ้งเคาน์ตี้ บนเนื้อที่ 140 ไร่ ย่านรังสิต เพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของไทย "นอกจากเรื่องการขยายการบริการ เรายังมีการเตรียมความพร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ระบบการบริการออนไลน์มาใช้ในการบริการ เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน ขณะเดียวกันยังเป็นการป้องกันปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อีกด้วย ขณะที่ แผนงานของทางกลุ่มจะให้ความสำคัญกับการขยายศูนย์บริการเพื่อสุขภาพมากขึ้น เนื่องจากเทรนด์การรักษาพยาบาลปัจจุบัน ผู้ป่วยนิยมพักรักษาตัวที่บ้านมากกว่าที่โรงพยาบาล ดังนั้น ทางกลุ่มจึงจำเป็นต้องมีการปรับกลยุทธ์ ด้วยการมีทีมบริการทางการแพทย์และการบริการทางการเพทย์ทางเลือกให้ผู้ป่วยได้ใช้บริการ" นอกจากนี้ ยังได้มีการขยายธุรกิจไปยังกลุ่ม Non Medical มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การตั้งหน่วยโลจิสติกส์ขึ้น เพื่อกระจายสินค้า (เวชภัณฑ์ยา) รวมไปถึงบริหารจัดการระบบไปยังห้องยาของโรงพยาบาลต่าง ๆ ในลักษณะเป็นเบาซ์ เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน โดยในอนาคต หน่วยดังกล่าวของทางกลุ่มมีแผนจะเข้าไปเทกโอเวอร์ห้องยาของโรงพยาบาลขนาดเล็ก เพื่อช่วยในการบริหารจัดการยาอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งนำระบบไอทีเข้าไปช่วยดำเนินงาน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว ให้กับระบบการจ่ายยา โดยจะนำร่องใน 20 โรงพยาบาลในเครือก่อน เพื่อให้พันธมิตรที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมองเห็นการบริหารจัดการต้นทุนของทางกลุ่ม ด้าน "เป้าหมายระยะยาว" ภายหลังที่บริษัทได้ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศแล้วนั้น คาดว่าจะมีการเติบโต 25% ต่อปี โดยในสิ้นปีนี้ มั่นใจว่าจะสามารถสร้างการเติบโตได้ 20% อย่างไรก็ตาม มองว่า กลุ่มธุรกิจ "เฮลธ์ แคร์" ของไทยก็ยังเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ เพราะถือเป็นอุตสาหกรรมเดียวที่ยังมีการเติบโตอยู่ โดยในช่วงที่ผ่านมา มีการเติบโตเฉลี่ยที่ปีละ 8-10% ขณะที่ ในปีก่อนมีการเติบโต 12% ซึ่งปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ธุรกิจ "เฮลธ์ แคร์" มีการเติบโตที่ดี เนื่องมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของไทย  จำนวนลูกค้าชาวต่างชาติที่เข้ามาใช้บริการเพิ่มมากขึ้น จากคุณภาพและราคาที่ถูกกว่าประเทศใกล้เคียงอย่าง 'สิงคโปร์' ที่มีมาตรการรักษาและบริการในระดับเดียวกัน ขณะที่ ในปีนี้ประเมินว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมจะมีการเติบโต 9% ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยของไทย ที่มีจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องการบริการทางการแพทย์และสุขภาพมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการกลับมาของกลุ่มลูกค้าในแถบยุโรปและอาหรับ ที่จะช่วยสร้างให้อุตสาหกรรมเติบโตได้ดีในปีนี้ "แม้ปีที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าในแถบยุโรป อาหรับ จะเข้ามาใช้บริการน้อยลง แต่ทว่ากลับมีลูกค้าที่เป็นชาวเมียนมา เวียดนาม และกัมพูชา เข้ามาใช้บริการเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการบริการทางการแพทย์ของไทยมีคุณภาพที่ดี เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ และมีราคาถูกว่าถึง 50% ทำให้กลุ่มลูกค้าในประเทศเหล่านี้เริ่มเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในไทยมากขึ้น ขณะที่ ในปีนี้มองว่า กลุ่มชาวจีน คือ อีกหนึ่งกลุ่มสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันมีชาวจีนเข้ามาใช้บริการเกี่ยวกับปัญหาการมีบุตรยากเป็นจำนวนมาก" ที่มา : หน้า 32 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,435 ระหว่างวันที่ 13-16 มกราคม 2562