สัญญาณเตือนจาก “รอบเดือน” : เมื่อไหร่ที่เรียกว่า ประจำเดือนผิดปกติ

TL;DR:
- ประจำเดือนมามากผิดปกติ (ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยถี่ ๆ) มานานเกิน 7 วัน หรือมีลิ่มเลือดก้อนใหญ่
- รอบเดือนมาถี่กว่า 21 วัน, ขาดหายเกิน 3 เดือน (ไม่ตั้งครรภ์) หรือมีเลือดออกกะปริดกะปรอย/หลังมีเพศสัมพันธ์
- ปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ กินยาแล้วไม่ดีขึ้น หรือปวดท้องน้อยเรื้อรังจนกระทบชีวิตประจำวัน
- มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนแล้ว (วัยทอง) ควรรีบเข้ารับการประเมิน
ประจำเดือนผิดปกติ ไม่ใช่เรื่อง “คิดมาก” แต่มันคือ สัญญาณบ่งบอกสุขภาพของผู้หญิง ที่ช่วยเตือนความเปลี่ยนแปลงในร่างกายได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (บางคนเรียกแบบเท่ ๆ ว่า The Fifth Vital Sign — สัญญาณชีพข้อที่ 5)
ในทางการแพทย์ รอบเดือนที่ “มักถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ” พบได้บ่อยที่
- รอบห่าง ประมาณ 21–35 วัน
- ระยะเวลามา ไม่เกิน 7 วัน
หมายเหตุ: เกณฑ์ “ปกติ” มีช่วงได้ และต่างกันตามวัย/ฮอร์โมน/ยาบางชนิด แต่ “สัญญาณอันตราย” บางอย่างควรเช็กให้ชัวร์เสมอ
Red Flags Checklist: แบบไหนควรพบแพทย์
หากคุณมี ข้อใดข้อหนึ่ง ต่อไปนี้ แนะนำว่าไม่ควรนิ่งนอนใจ
1) ผิดปกติที่ “ปริมาณ” (Heavy bleeding / Menorrhagia)
- ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยถี่ผิดปกติ (เช่น ทุก 1–2 ชั่วโมง)
- มานานเกิน 7–10 วัน
- มีลิ่มเลือดก้อนใหญ่บ่อย ๆ
อาการกลุ่มนี้สอดคล้องกับ “เลือดออกมากผิดปกติ” ซึ่งควรประเมินสาเหตุให้ชัด
2) ผิดปกติที่ “ความสม่ำเสมอ” (Irregular periods)
- รอบเดือนมาถี่มาก (เช่น < 21 วัน / เดือนละ 2 ครั้ง)
- ประจำเดือนขาดหาย > 3 เดือน (โดยไม่ได้ตั้งครรภ์)
- มีเลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างรอบเดือน หรือหลังมีเพศสัมพันธ์
ความผิดปกติของรูปแบบเลือดออกแบบนี้อยู่ในกลุ่ม “Abnormal Uterine Bleeding” ที่แพทย์ใช้แนวทางประเมินเป็นระบบ
3) ผิดปกติที่ “ความเจ็บปวด” (Dysmenorrhea)
- ปวดประจำเดือนรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี
- ทานยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น จนกระทบงาน/การเรียน
- ปวดท้องน้อยเรื้อรัง แม้ไม่ใช่ช่วงมีประจำเดือน
4) ผิดปกติในช่วงวัย
- มีเลือดออกทางช่องคลอดหลังหมดประจำเดือนแล้วเกิน 1 ปี (วัยทอง)
อาการนี้ควรได้รับการประเมินอย่างรวดเร็ว เพราะอาจสัมพันธ์กับโรคของเยื่อบุโพรงมดลูก รวมถึงมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้
โรคที่อาจซ่อนอยู่หลังความผิดปกติ (ไม่ใช่แค่ “ฮอร์โมน”)
อาการเดิม ๆ ที่ “ชินแล้ว” บางทีร่างกายกำลังพยายามส่งสัญญาณว่า:
- เนื้องอกมดลูก (Uterine Fibroids): มักทำให้ประจำเดือนมามากและนาน
- เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis): มักสัมพันธ์กับอาการปวดประจำเดือนรุนแรง/ปวดเรื้อรัง
- ถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS/PCOs): ทำให้ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดหาย
- ติ่งเนื้อในโพรงมดลูก (Endometrial Polyps): มักทำให้เลือดออกกะปริดกะปรอย/เลือดออกผิดจังหวะ
ตรวจเร็ว = รู้เร็ว = “ทางเลือกการรักษาเยอะกว่า”
ยิ่งตรวจเจอไว “ทางเลือก” ยิ่งมาก
ในทางนรีเวช เวลาเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะส่งผลต่อวิธีรักษาและความซับซ้อนของโรค
- ระยะเริ่มต้น: มักดูแลได้ด้วยการใช้ยา/ปรับฮอร์โมน หรือรักษาตามสาเหตุ โดยไม่ต้องผ่าตัด
- ระยะปานกลาง: หากต้องทำหัตถการ ปัจจุบันมีแนวทาง ผ่าตัดส่องกล้อง (Laparoscopy) ซึ่งแผลเล็ก ฟื้นตัวไว (ทั้งนี้ขึ้นกับโรคและดุลยพินิจแพทย์)
- ระยะลุกลาม: อาจเกิดภาวะซีด ติดเชื้อ ก้อนโตมากขึ้น หรือจำเป็นต้องรักษาซับซ้อนกว่าเดิม
ไม่ต้องกลัวการตรวจภายใน: ขั้นตอนและเทคโนโลยีสมัยใหม่
หลายคนกลัว “เจ็บ/อาย/เขิน” แต่ความจริงคือทีมแพทย์-พยาบาลเจอเคสแบบนี้ทุกวัน และทำอย่างเป็นมืออาชีพ
โดยทั่วไปการประเมินมักประกอบด้วย
- ซักประวัติ: รอบเดือน อาการที่กังวล ยาที่ใช้ ประวัติครอบครัว ฯลฯ
- ตรวจภายใน: ประเมินปากมดลูก ตกขาว จุดเลือดออก ฯลฯ
- อัลตราซาวด์
- ทางหน้าท้อง: เหมาะกับผู้ที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์/ต้องการดูภาพรวม/ก้อนใหญ่ (มักต้องกลั้นปัสสาวะ)
- ทางช่องคลอด: ให้รายละเอียดมดลูก-รังไข่ชัดขึ้น และมักไม่ต้องกลั้นปัสสาวะ (หัวตรวจรุ่นใหม่ขนาดเล็ก ตรวจไม่นาน)
- กรณี “เลือดออกหลังวัยทอง” แนวทางสากลเน้นว่าควรประเมินอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว เพื่อแยกสาเหตุที่สำคัญออกไปก่อน
ช่วงอายุที่เหมาะสม: เมื่อไหร่ที่ควรเริ่มตรวจ?
แนวทางตรวจคัดกรองอาจต่างกันตามประเทศ/ความเสี่ยงส่วนบุคคล แต่หลักคิดคือ “เริ่มเมื่อถึงวัย และตรวจสม่ำเสมอตามความเสี่ยง”
อายุ 13–18 ปี
พบแพทย์เมื่อมีความผิดปกติของประจำเดือน (มาเร็ว/ช้าเกินไป), คลำได้ก้อน, หรือปวดท้องรุนแรง
อายุ 21–39 ปี (วัยเจริญพันธุ์)
- เริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามคำแนะนำของแพทย์
- อาจพิจารณาอัลตราซาวด์ท้องน้อยตามความเสี่ยง/อาการ
อายุ 40 ปีขึ้นไป
ควรตรวจติดตามสม่ำเสมอตามความเสี่ยง โดยเฉพาะหากมีเลือดออกผิดปกติ
เกณฑ์คัดกรองมะเร็งปากมดลูก (ภาพรวมสากล): WHO ระบุว่าผู้หญิงควรได้รับการคัดกรองด้วยการตรวจที่มีประสิทธิภาพ เริ่มราวอายุ 30 ปี ทุก 5–10 ปี (และกลุ่มเสี่ยงบางกลุ่มเริ่มเร็วกว่า)
| ในทางปฏิบัติ “แผนที่เหมาะกับคุณ” ควรถูกปรับตามอายุ ประวัติ และความเสี่ยง ให้แพทย์แนะนำเฉพาะบุคคลจะปลอดภัยที่สุด
การตรวจภายใน = การลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่า (15–30 นาที/ปี)
- ลดความกังวล: ไม่ต้องเดาเองจนเครียด
- ประหยัดค่าใช้จ่าย: ระยะแรกมักดูแลง่ายกว่า/ซับซ้อนน้อยกว่า
- คุณภาพชีวิตดีขึ้น: เจ็บน้อยลง ใช้ชีวิตเต็มที่ขึ้น
| จำไว้ว่า “ตรวจพบความผิดปกติ” ไม่ได้แปลว่าเป็นโรคร้ายเสมอไป แต่มันคือโอกาสให้คุณกลับมาดูแลตัวเองได้เร็วที่สุด
Checklist เตรียมตัวก่อนไปหาหมอ
- บันทึกวันที่: จดรอบเดือนย้อนหลังอย่างน้อย 3–6 เดือน (แอป/สมุด)
- เลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม: นิยมมาตรวจหลังประจำเดือนหมด ประมาณ 5–7 วัน
- ไม่ต้องอาย: ทีมแพทย์ทำงานแบบมืออาชีพ คุณไม่ใช่คนเดียวที่เจอปัญหานี้
- ถ้ามีอาการฉุกเฉิน: เลือดออกมากจนหน้ามืด ใจสั่น เหนื่อยผิดปกติ หรือปวดรุนแรงมาก ควรไปพบแพทย์ทันที
FAQ (คำถามที่พบบ่อย)
- รอบเดือนกี่วันถือว่าปกติ?
โดยทั่วไปพบบ่อยที่รอบห่างประมาณ 21–35 วัน และมีประจำเดือน ไม่เกิน 7 วัน แต่แต่ละคนมีความต่างได้ - ประจำเดือนมามากแค่ไหนเรียก “ผิดปกติ”?
ถ้าต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยถี่มาก (เช่นทุก 1–2 ชม.), มานานผิดปกติ หรือมีลิ่มเลือดก้อนใหญ่บ่อย ๆ ควรให้แพทย์ประเมิน - ประจำเดือนขาด 3 เดือน แต่ไม่ท้อง อันตรายไหม?
ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เช่น ฮอร์โมนผิดปกติ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ความเครียด น้ำหนักเปลี่ยนมาก หรือปัจจัยอื่น ๆ - เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์เกิดจากอะไร?
อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การอักเสบ ติ่งเนื้อ ไปจนถึงความผิดปกติที่ควรตรวจคัดกรอง แนะนำพบแพทย์เพื่อประเมินให้ชัด - ตรวจภายในเจ็บไหม?
ส่วนใหญ่รู้สึก “ตึง/ไม่สบาย” มากกว่า “เจ็บ” และใช้เวลาไม่นาน หากกังวล บอกแพทย์ได้เพื่อช่วยปรับท่าทางและลดความไม่สบาย - มีเลือดออกหลังหมดประจำเดือนแล้วต้องทำอย่างไร?
ควรพบแพทย์ โดยเร็ว เพื่อประเมินสาเหตุ เพราะเป็นสัญญาณที่ต้องตรวจให้แน่ชัด
นพ. ศุภโชค มหาสุคนธ์ (ว.24213)
(แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา)
คลินิกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง




นพ. ศุภโชค มหาสุคนธ์
นพ. ปรัชญ์ กำลังสินเสริม