โรคมือ เท้า ปาก ในเด็ก ชวนคุณพ่อคุณแม่รู้เท่าทันภัยเงียบช่วงหน้าฝนที่มาพร้อมวันเปิดเทอม

ช่วงเวลาแห่งการเปิดเทอมและการกลับไปใช้ชีวิตในโรงเรียนของเด็ก ๆ มักเป็นช่วงที่ต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และหนึ่งในโรคระบาดที่หลีกเลี่ยงได้ยากในกลุ่มเด็กเล็กตามสถานรับเลี้ยงเด็กหรือโรงเรียนอนุบาลก็คือ โรคมือ เท้า ปาก (Hand, Foot, and Mouth Disease) ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถติดต่อและแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านการสัมผัสและการอยู่ร่วมกันในสังคม การทำความเข้าใจเกี่ยวกับกลไกของโรค การเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด รวมถึงแนวทางการป้องกันที่ถูกต้อง จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองสามารถปกป้องลูกน้อยให้ปลอดภัยตลอดปีการศึกษา 

 

โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากอะไร

โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสกลุ่ม Enterovirus จากการติดเชื้อไวรัสกลุ่ม Coxsackievirus โดยสายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดคือ Coxsackievirus A16 และสายพันธุ์ที่อาจรุนแรงคือ Enterovirus 71 (EV71)

โรคนี้มักพบในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ โดยเชื้อไวรัสสามารถติดต่อกันได้ง่าย ๆ ผ่าน:

  • การสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย หรือน้ำจากตุ่มพองของผู้ป่วย
  • การไอ หรือจามรดกัน
  • การใช้สิ่งของ ส้มผัสของเล่น หรือรับประทานอาหารร่วมกัน

 

สังเกต 3 สัญญาณเตือน “อาการมือเท้าปาก”

หลังจากได้รับเชื้อประมาณ 3-6 วัน ลูกน้อยจะเริ่มแสดงอาการ โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการเด่น ๆ ได้ 3 ส่วนหลัก ดังนี้

  1. เริ่มด้วยไข้และความเพลีย: เด็ก ๆ มักจะมีไข้ต่ำ ๆ ถึงไข้สูง (ประมาณ 1-2 วัน) มีอาการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย และเริ่มมีอาการเจ็บคอ
  2. แผลในปาก: จะพบตุ่มน้ำใสหรือแผลตื้น ๆ คล้ายแผลร้อนในบริเวณเพดานปาก กระพุ้งแก้ม หรือโคนลิ้น ซึ่งแผลนี้จะทำให้เด็ก ๆ เจ็บปากมาก กลืนน้ำลายลำบาก และร้องงอแงไม่ยอมทานข้าวหรือนม
  3. ผื่นและตุ่มน้ำใส: มีผื่นแดงหรือตุ่มน้ำใสขนาดเล็ก ขึ้นบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และบางครั้งอาจพบที่ข้อศอก เข่า หรือก้นด้วย โดยส่วนใหญ่ตุ่มนี้จะไม่ค่อยมีอาการคัน แต่หากกดอาจจะรู้สึกเจ็บ

| ข้อสังเกต: ในเด็กบางรายอาจมีอาการไม่ครบทุกอย่าง บางคนมีแผลในปากแต่ไม่มีผื่นที่มือหรือเท้า ดังนั้นช่วงเปิดเทอมหากลูกมีไข้และเริ่มทานอาหารได้น้อยลง ควรรีบตรวจช่องปากเป็นอันดับแรก

 

สัญญาณอันตราย! รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการเหล่านี้

แม้ว่าโรคมือ เท้า ปาก ส่วนใหญ่จะสามารถหายได้เองภายใน 7-10 วัน แต่ในกรณีที่ติดเชื้อสายพันธุ์รุนแรง (เช่น EV71) อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น สมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอันตรายถึงชีวิต หากคุณพ่อคุณแม่พบอาการเหล่านี้ ต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที:

  • ไข้สูงลอย ไม่ยอมลดลง แม้จะทานยาลดไข้
  • มีอาการซึมลง อ่อนแรง มือสั่น ขาสั่น หรือเดินเซ
  • อาเจียนบ่อย หรือกลืนอะไรไม่ได้เลยจนมีภาวะขาดน้ำ (ตาโหล ปัสสาวะน้อยลง)
  • สะดุ้งผวาบ่อย ๆ ช่วงที่กำลังจะหลับหรือขณะหลับ
  • หายใจหอบ เหนื่อย หรือมีอาการเขียวคล้ำ

 

แนวทางการรักษา: รักษาตามอาการอย่างใกล้ชิด

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีกำจัดเชื้อไวรัสนี้โดยตรง และยังไม่มีมียาต้านไวรัสเฉพาะโรค การรักษาจึงเป็นการประคับประคองตามอาการเพื่อให้เด็ก ๆ สบายตัวที่สุด:

  • ยาลดไข้และแก้ปวด: ให้ทานยาพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟนตามแพทย์สั่ง (หลีกเลี่ยงยาแอสไพริน)
  • ดูแลแผลในปาก: มักใช้น้ำยาบ้วนปากหรือยาป้ายแผลในปากเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ
  • เน้นอาหารอ่อนและเย็น: ชวนลูกทานโยเกิร์ต หรือน้ำเย็น ๆ เพื่อช่วยให้ช่องปากชา ลดความเจ็บปวด และช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารและน้ำอย่างเพียงพอ

 

วิธีป้องกันโรคมือเท้าปาก ให้ลูกห่างไกลเชื้อร้าย

การป้องกันที่ดีที่สุดเริ่มได้จากพฤติกรรมอนามัยขั้นพื้นฐาน ดังนี้:

  • ล้างมือบ่อย ๆ: ฝึกให้ลูกล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้นานอย่างน้อย 20 วินาที โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ (หมายเหตุ: แอลกอฮอล์เจลทั่วไปทำลายเชื้อไวรัสกลุ่มนี้ได้ไม่ดีเท่าการล้างมือด้วยสบู่)
  • ทำความสะอาดสิ่งของ: หมั่นเช็ดทำความสะอาดของเล่น ของใช้ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีส่วนผสมของคลอรีน (เช่น ไฮเตอร์ผสมน้ำ) เป็นประจำ
  • แยกของใช้ส่วนตัว: ไม่ใช้แก้วน้ำ ช้อนส้อม หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น
  • ตระหนักรู้และรับผิดชอบ: หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกเป็นโรคมือ เท้า ปาก ควรให้ลูกหยุดเรียนทันที และพักผ่อนที่บ้านจนกว่าแผลจะแห้งสะเก็ดและหายดี (ปกติประมาณ 1 สัปดาห์) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน

แม้โรคมือ เท้า ปาก จะพบได้บ่อยในเด็กเล็ก แต่สามารถลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายได้ด้วยการดูแลสุขอนามัยที่เหมาะสม และเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอมและฤดูฝนที่มีการระบาดเพิ่มขึ้น

 

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคมือ เท้า ปาก ในเด็ก

โรคมือเท้าปากติดต่อได้นานแค่ไหน

โรคมือเท้าปากสามารถแพร่เชื้อได้ง่ายในช่วงสัปดาห์แรกของการป่วย และอาจพบเชื้อในอุจจาระได้นานหลายสัปดาห์หลังอาการดีขึ้น จึงควรเน้นการล้างมือและรักษาความสะอาดอย่างต่อเนื่อง


เด็กเป็นโรคมือเท้าปากต้องหยุดเรียนกี่วัน

โดยทั่วไปควรหยุดเรียนประมาณ 5–7 วัน หรือจนกว่าไข้จะหาย แผลในปากดีขึ้น และไม่มีตุ่มน้ำใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้เด็กคนอื่น


โรคมือเท้าปากในผู้ใหญ่เป็นได้ไหม

แม้โรคมือเท้าปากจะพบได้บ่อยในเด็กเล็ก แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถติดเชื้อได้ โดยเฉพาะผู้ที่ใกล้ชิดเด็กหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ อาการอาจไม่รุนแรงเท่าเด็กแต่ยังสามารถแพร่เชื้อได้


โรคมือเท้าปากต่างจากแผลร้อนในอย่างไร

โรคมือเท้าปากมักมีไข้ร่วมกับแผลในปาก และมีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณมือ เท้า หรือก้น ขณะที่แผลร้อนในทั่วไปมักไม่มีไข้และไม่มีผื่นตามร่างกาย


โรคมือเท้าปากรักษาหายเองได้ไหม

ส่วนใหญ่โรคมือเท้าปากสามารถหายได้เองภายใน 7–10 วัน โดยการรักษาจะเน้นบรรเทาอาการ เช่น ลดไข้ ดูแลแผลในปาก และป้องกันภาวะขาดน้ำ


โรคมือเท้าปากป้องกันได้อย่างไร

การล้างมือด้วยสบู่เป็นวิธีสำคัญที่สุด รวมถึงการทำความสะอาดของเล่น แยกของใช้ส่วนตัว และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยในช่วงที่มีการระบาด


หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการให้ความรู้ด้านสุขภาพ หากมีความเสี่ยงหรืออาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการประเมินที่เหมาะสม

 

ศ.คลินิกเกียรติคุณ ดร. พญ.นลินี จงวิริยะพันธุ์
กุมารแพทย์
ศูนย์กุมารเวชกรรม โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง

 

 

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลอัปเดต ณ เดือนพฤษภาคม 2569 หากต้องการความมั่นใจ โปรดโทรสอบถาม Call Center หรือ LINE โดยตรง