ติดเชื้อ HPV รักษาหายไหม เคลียร์ 6 ความเข้าใจผิดเรื่องไวรัส HPV

เมื่อผลตรวจสุขภาพระบุว่าเราติดเชื้อ HPV (Human Papillomavirus) สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวของใครหลายคนมักเป็นความกังวลและคำถามมากมาย เช่น “ติดเชื้อ HPV รักษาหายไหม” หรือ “ฉันกำลังจะเป็นมะเร็งหรือเปล่า”

ในความเป็นจริง HPV เป็นเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยมาก และคนส่วนใหญ่มีโอกาสได้รับเชื้อนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต อย่างไรก็ตาม ยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดเชื้อ การรักษา และการป้องกัน HPV อยู่ไม่น้อย ซึ่งอาจทำให้เกิดความกังวลเกินความจำเป็นหรือมองข้ามความสำคัญของการป้องกันโรค การทำความเข้าใจข้อมูลที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถดูแลสุขภาพและวางแผนป้องกันโรคได้อย่างเหมาะสม

 

ความเข้าใจผิดที่ 1: ติดเชื้อ HPV แปลว่าเป็นมะเร็งแน่นอน

เรื่องจริง: ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อ HPV แล้วจะเป็นมะเร็ง

HPV มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ โดยมีเพียงบางสายพันธุ์เท่านั้นที่จัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง (High-risk HPV) เช่น สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปากและลำคอ

นอกจากนี้ ในคนส่วนใหญ่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกำจัดเชื้อ HPV ได้เองตามธรรมชาติ โดยประมาณ 80-90% ของผู้ติดเชื้อจะสามารถกำจัดเชื้อได้ภายใน 1-2 ปี โดยไม่ก่อให้เกิดโรคหรือความผิดปกติร้ายแรง

 

ความเข้าใจผิดที่ 2: ติดเชื้อ HPV รักษาหายไหม มียารักษาเชื้อโดยเฉพาะหรือไม่

เรื่องจริง: ปัจจุบันยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อ HPV ได้โดยตรง

หากถามว่า “ติดเชื้อ HPV รักษาหายไหม” คำตอบในทางการแพทย์คือ ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้กำจัดเชื้อ HPV ได้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ร่างกายของคนส่วนใหญ่สามารถกำจัดเชื้อได้เองผ่านการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนการรักษาทางการแพทย์ในปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปที่การรักษาความผิดปกติหรือโรคที่เกิดจากเชื้อ HPV เช่น การรักษาหูดหงอนไก่ หรือการรักษาความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูกก่อนที่จะพัฒนาไปเป็นมะเร็ง

ดังนั้น การตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์จึงมีความสำคัญ เพื่อเฝ้าระวังและดูแลความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

 

ความเข้าใจผิดที่ 3: ใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ป้องกัน HPV ได้ 100%

เรื่องจริง: ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด

HPV สามารถติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศและบริเวณใกล้เคียง ซึ่งบางส่วนอาจอยู่นอกพื้นที่ที่ถุงยางอนามัยสามารถปกคลุมได้

แม้ว่าการสวมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ได้ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้ 100%

การป้องกัน HPV ที่มีประสิทธิภาพจึงควรใช้หลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย การตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์ และการฉีดวัคซีน HPV

 

ความเข้าใจผิดที่ 4: คนที่มีคู่นอนคนเดียว ไม่มีทางติดเชื้อ HPV

เรื่องจริง: แม้มีคู่นอนเพียงคนเดียวก็สามารถติดเชื้อ HPV ได้

HPV เป็นเชื้อที่สามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายได้นานหลายปีโดยไม่แสดงอาการ ทำให้บางครั้งผู้ติดเชื้ออาจไม่ทราบว่าตนเองได้รับเชื้อมาก่อน

ดังนั้น การตรวจพบเชื้อ HPV ในปัจจุบันไม่ได้หมายความว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ หรือเป็นหลักฐานของการมีพฤติกรรมเสี่ยงในปัจจุบันเสมอไป แต่อาจเป็นเชื้อที่ได้รับมานานแล้วและเพิ่งตรวจพบในภายหลัง

 

ความเข้าใจผิดที่ 5: มีเพศสัมพันธ์แล้ว หรืออายุเกิน 30 ปี ฉีดวัคซีน HPV ไม่ทันแล้ว

เรื่องจริง: ยังสามารถฉีดวัคซีน HPV ได้ และยังคงได้รับประโยชน์

แม้วัคซีน HPV จะให้ประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อฉีดก่อนเริ่มมีเพศสัมพันธ์ แต่ผู้ที่เคยมีเพศสัมพันธ์แล้วก็ยังสามารถได้รับประโยชน์จากวัคซีนได้

เนื่องจากการติดเชื้อ HPV ในอดีตไม่ได้หมายความว่าจะเคยได้รับทุกสายพันธุ์ที่วัคซีนสามารถป้องกันได้ วัคซีนจึงยังช่วยลดความเสี่ยงจากสายพันธุ์อื่น ๆ ที่ยังไม่เคยได้รับ

ปัจจุบันวัคซีน HPV ได้รับการรับรองให้ใช้ในผู้ใหญ่อายุได้ถึง 45 ปี และในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาให้วัคซีนในผู้ที่อายุมากกว่านั้นตามความเหมาะสม

 

ความเข้าใจผิดที่ 6: เชื้อ HPV เป็นเรื่องของผู้หญิง ผู้ชายไม่เกี่ยว

เรื่องจริง: ผู้ชายสามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นเดียวกับผู้หญิง

แม้ HPV จะเป็นที่รู้จักในฐานะสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก แต่ผู้ชายก็สามารถติดเชื้อ HPV ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ HPV ยังสัมพันธ์กับการเกิดโรคในผู้ชายหลายชนิด เช่น หูดหงอนไก่ มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งช่องปากและลำคอ

ที่สำคัญ ผู้ชายจำนวนมากอาจไม่มีอาการหลังติดเชื้อ ทำให้ไม่ทราบว่าตนเองได้รับเชื้อและอาจแพร่เชื้อสู่คู่นอนได้ ดังนั้น การป้องกัน HPV จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับทุกเพศ

 

เชื้อ HPV ติดต่อได้อย่างไร

HPV สามารถติดต่อได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังหรือเยื่อบุที่มีเชื้อ โดยช่องทางที่พบบ่อย ได้แก่

  • การมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
  • การมีเพศสัมพันธ์ทางปาก (Oral Sex)
  • การสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศหรือผิวหนังที่มีเชื้อ

ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอาจไม่มีอาการ ทำให้สามารถแพร่เชื้อได้โดยไม่รู้ตัว

 

ติดเชื้อ HPV มีอาการหรือไม่

ในหลายกรณี ผู้ติดเชื้อ HPV จะไม่มีอาการใด ๆ และมักตรวจพบจากการตรวจคัดกรองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม HPV บางสายพันธุ์อาจก่อให้เกิดอาการหรือโรคต่าง ๆ เช่น

  • หูดหงอนไก่บริเวณอวัยวะเพศหรือทวารหนัก
  • ความผิดปกติของเซลล์ปากมดลูก
  • ความผิดปกติของเซลล์บริเวณทวารหนัก ช่องปาก หรือลำคอ

การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอจึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาความผิดปกติตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

 

สรุป: ตรวจคัดกรองและฉีดวัคซีน คือการป้องกันที่สำคัญ

สรุปแล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “ติดเชื้อ HPV รักษาหายไหม” คือ ปัจจุบันยังไม่มียาที่กำจัดเชื้อ HPV ได้โดยตรง แต่ในคนส่วนใหญ่ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้เองตามธรรมชาติภายใน 1-2 ปี

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีการติดเชื้อ HPV ชนิดความเสี่ยงสูงหรือมีการติดเชื้อเรื้อรัง ควรได้รับการตรวจติดตามตามคำแนะนำของแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

แม้ HPV จะถูกพูดถึงในบริบทของมะเร็งปากมดลูกอยู่บ่อยครั้ง แต่ในความเป็นจริงเชื้อชนิดนี้สามารถติดได้ในทุกเพศ และอาจก่อให้เกิดโรคได้ทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ดังนั้น การดูแลสุขภาพทางเพศอย่างเหมาะสม การตรวจคัดกรองตามคำแนะนำของแพทย์ และการฉีดวัคซีน HPV จึงเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับ HPV ในระยะยาว

 

นพ. ศุภโชค มหาสุคนธ์ (ว.24213)
(แพทย์ผู้ชำนาญการด้านสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา)
คลินิกสูติ-นรีเวช โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง

 

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลอัปเดต ณ เดือนมิถุนายน 2569 หากต้องการความมั่นใจ โปรดโทรสอบถาม Call Center หรือ LINE โดยตรง