นิ่วน้ำลาย คืออะไร เจ็บใต้คาง แก้มบวมตอนกินข้าว อย่าปล่อยทิ้งไว้จนอักเสบ

นิ่วน้ำลาย คืออะไร
นิ่วน้ำลาย (Salivary Gland Stones หรือ Sialolithiasis) คือ ภาวะที่เกิดการตกตะกอนของแร่ธาตุและสารอนินทรีย์ โดยเฉพาะแคลเซียม จนกลายเป็นก้อนนิ่วขนาดเล็กภายในต่อมน้ำลายหรือท่อนำน้ำลาย
เมื่อนิ่วอุดกั้นทางเดินน้ำลาย จะทำให้น้ำลายไหลออกสู่ช่องปากได้ไม่สะดวก ส่งผลให้เกิดการคั่งของน้ำลายภายในต่อม จนเกิดอาการบวม ปวด หรืออักเสบ และในบางรายอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียจนกลายเป็นหนองหรือฝีได้
จุดที่พบนิ่วน้ำลายได้บ่อย
ต่อมน้ำลายใต้ขากรรไกร (Submandibular Gland)
เป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด คิดเป็นประมาณ 80–90% ของผู้ป่วยทั้งหมด เนื่องจากน้ำลายบริเวณนี้มีลักษณะค่อนข้างเหนียว มีปริมาณแคลเซียมสูง และท่อน้ำลายมีลักษณะทอดย้อนแรงโน้มถ่วง จึงทำให้เกิดการตกตะกอนได้ง่าย
ต่อมน้ำลายข้างหู (Parotid Gland)
พบได้รองลงมา โดยมักทำให้เกิดอาการบวมบริเวณหน้าใบหูหรือข้างแก้ม
ต่อมน้ำลายใต้ลิ้น (Sublingual Gland)
พบได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับตำแหน่งอื่น
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของนิ่วน้ำลาย
ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุสาเหตุของนิ่วน้ำลายได้อย่างชัดเจน แต่มีหลายปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว ได้แก่
- ดื่มน้ำน้อย ทำให้น้ำลายมีความเข้มข้นและเหนียวมากขึ้น
- การสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์
- การเปลี่ยนแปลงของส่วนประกอบในน้ำลาย เช่น มีแคลเซียมหรือฟอสเฟตสูง
- การใช้ยาบางชนิดที่ทำให้ปากแห้งหรือน้ำลายน้อย
- ภาวะท่อน้ำลายตีบตัน (Stenosis)
- การอักเสบของต่อมน้ำลายเรื้อรัง
เมื่อการไหลเวียนของน้ำลายผิดปกติ หรือมีการสะสมของตะกอนแร่ธาตุมากขึ้น ก็อาจเกิดการก่อตัวเป็นก้อนนิ่วภายในท่อน้ำลายได้
อาการของนิ่วน้ำลาย สังเกตได้อย่างไร
อาการของนิ่วน้ำลายอาจแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับขนาดและตำแหน่งของก้อนนิ่ว โดยอาการที่พบบ่อย ได้แก่
ปวดหรือบวมเวลารับประทานอาหาร
ถือเป็นอาการเด่นของนิ่วน้ำลาย เนื่องจากขณะรับประทานอาหาร ร่างกายจะกระตุ้นการหลั่งน้ำลายมากขึ้น แต่เมื่อมีนิ่วอุดตัน น้ำลายจึงไม่สามารถระบายออกได้ตามปกติ ทำให้เกิดแรงดันภายในต่อมน้ำลายจนเกิดอาการบวมและปวด
หลังรับประทานอาหาร อาการมักค่อย ๆ ดีขึ้นได้เอง
ปากแห้งหรือน้ำลายน้อย
เกิดจากน้ำลายไหลออกสู่ช่องปากได้ลดลง
คลำเจอก้อนแข็งบริเวณใต้คางหรือข้างแก้ม
ในบางรายที่ก้อนนิ่วมีขนาดใหญ่ อาจสามารถคลำพบก้อนแข็งได้
มีการติดเชื้อร่วมด้วย
หากเกิดการอักเสบติดเชื้อ อาจมีอาการบวมแดง ปวดมาก มีไข้ หรือมีหนองไหลภายในช่องปากได้

นิ่วน้ำลายอันตรายไหม
แม้นิ่วขนาดเล็กบางกรณีอาจหลุดออกได้เอง แต่หากปล่อยไว้นานจนเกิดการอุดตันเรื้อรัง อาจทำให้ต่อมน้ำลายอักเสบ ติดเชื้อ หรือเกิดฝีได้
ดังนั้น หากมีอาการปวดหรือบวมบริเวณใต้คาง ใต้ลิ้น หรือข้างแก้มบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหาร ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์หรือทันตแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
แนวทางการวินิจฉัยและรักษานิ่วน้ำลาย
แพทย์หรือทันตแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และอาจพิจารณาส่งตรวจเพิ่มเติม เช่น
- เอกซเรย์ (X-ray)
- อัลตราซาวนด์ (Ultrasound)
- เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)
เพื่อประเมินตำแหน่งและขนาดของก้อนนิ่ว
แนวทางการรักษา
ก้อนนิ่วขนาดเล็ก
อาจรักษาแบบประคับประคอง เช่น
- ดื่มน้ำมากขึ้น
- นวดบริเวณต่อมน้ำลาย
- กระตุ้นการหลั่งน้ำลายด้วยอาหารรสเปรี้ยว
เพื่อช่วยให้นิ่วหลุดออกได้เอง
ก้อนนิ่วขนาดใหญ่หรืออุดตันมาก
อาจต้องใช้การส่องกล้องท่อน้ำลาย (Sialendoscopy) การนำก้อนนิ่วออก หรือการผ่าตัดในบางกรณี
กรณีมีการติดเชื้อ
แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาแก้ปวดตามความเหมาะสม
วิธีลดความเสี่ยงการเกิดนิ่วน้ำลาย
แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ทั้งหมด แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการดูแลสุขภาพช่องปากและพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น
- ดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่
- ดูแลสุขอนามัยช่องปากอย่างสม่ำเสมอ
- ตรวจสุขภาพช่องปากและฟันเป็นประจำ อย่างน้อยปีละ 1–2 ครั้ง
- หากมีอาการปากแห้งผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติม
สรุป
นิ่วน้ำลายเป็นภาวะที่เกิดจากการสะสมของแร่ธาตุภายในต่อมน้ำลายหรือท่อน้ำลาย จนทำให้เกิดการอุดตัน ส่งผลให้มีอาการปวด บวม หรืออักเสบ โดยเฉพาะเวลารับประทานอาหาร
หากมีอาการผิดปกติบริเวณใต้คาง ใต้ลิ้น หรือข้างแก้มบ่อยครั้ง ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์หรือทันตแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสม
ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัล โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง
ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลอัปเดต ณ เดือนมิถุนายน 2569 หากต้องการความมั่นใจ โปรดโทรสอบถาม Call Center หรือ LINE โดยตรง






















