คลินิกสูติ-นรีเวช คลินิกสูติ-นรีเวช
คลินิกสูติ-นรีเวช
โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง
คลินิกสูติ-นรีเวช
ให้บริการด้านสุขภาพครบวงจรสำหรับสุภาพสตรี ตั้งแต่การวินิจฉัย ตรวจรักษาทางสูติ-นรีเวช ตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคมะเร็งทางนรีเวช ผ่าตัดรักษาโรคทางนรีเวช การฝากครรภ์และการคลอด ที่มีแพคเกจคลอดเหมาจ่ายพร้อมให้บริการ รวมไปถึงการให้คำปรึกษาภาวะวัยทอง โดยทีมแพทย์สูติ-นรีเวชผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำ มีประสบการณ์เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้หญิงทุกคน

ให้บริการด้านสุขภาพครบวงจรสำหรับสุภาพสตรี ตั้งแต่การวินิจฉัย ตรวจรักษาทางสูติ-นรีเวช ตรวจคัดกรองและวินิจฉัยโรคมะเร็งทางนรีเวช ผ่าตัดรักษาโรคทางนรีเวช การฝากครรภ์และการคลอด ที่มีแพคเกจคลอดเหมาจ่ายพร้อมให้บริการ รวมไปถึงการให้คำปรึกษาภาวะวัยทอง โดยทีมแพทย์สูติ-นรีเวชผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมให้คำแนะนำ มีประสบการณ์เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้หญิงทุกคน

บริการของคลินิกสูติ-นรีเวช

1.การฝากครรภ์และการคลอดบุตร
2.การดูแลรักษาการตั้งครรภ์ปกติ และการตั้งครรภ์ที่มีภาวะเสี่ยง
3.ตรวจความสมบูรณ์ของทารกในครรภ์ ด้วยเครื่อง Ultrasound 4 มิติ
4.คลินิกนมแม่
5.ปรึกษาคุมกำเนิด
6.ตรวจคัดกรองมะเร็งทางนรีเวช
7.การรักษาโรคทางสูติ-นรีเวช และการผ่าตัดส่องกล้องทางนรีเวช
8.การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน หรือก่อนมีบุตร

เชื้อราในช่องคลอด

เชื้อราในช่องคลอดคืออะไร?

     เชื้อราในช่องคลอดเป็นภาวะที่เกิดการติดเชื้อราโดยเชื้อยีสต์ที่ชื่อ Candida ซึ่งโดยปกติแล้วจะอาศัยอยู่ในร่างกายและบนผิวหนังของเรา ด้วยปัจจัยบางอย่างที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดทำให้เชื้อราเจริญเติบโตจนเกิดการติดเชื้อ การใช้ยารักษาเป็นวิธีที่ได้ผลการรักษาที่ค่อนข้างดีและควรให้แพทย์สูตินรีเวชเป็นผู้ปรับใช้ตามผู้ป่วยแต่ละรายไป 

ปัจจัยเสี่ยง

  • ◼️ ตั้งครรภ์
  • ◼️ รับประทานยาคุมกำเนิดฮอร์โมนเอสโตรเจนขนาดสูงหรือการได้รับยาฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน
  • ◼️ การใช้ยาปฏิชีวนะ
  • ◼️ โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้
  • ◼️ ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่นจากการติดเชื้อ HIV การใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน การรับยาเคมีบำบัด

อาการแสดง

     อาการของโรครวมถึง:

  • ◼️ คันและระคายเคืองช่องคลอด
  • ◼️ เจ็บและรู้สึกไม่สบายเมื่อมีเพศสัมพันธ์หรือปัสสาวะ
  • ◼️ ผื่นขึ้นที่ช่องคลอด
  • ◼️ มีของเหลวสีขาวข้นออกจากช่องคลอด
  • ◼️ มีของเหลวใสออกจากช่องคลอด

การรักษา

     การรักษาด้วยการใช้ยาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความถี่ที่เกิดโรคนี้:

  • ◼️ การใช้ยาฆ่าเชื้อราในรูปแบบต่างๆเช่น ครีม ขี้ผึ้ง ยาเม็ดและยาเหน็บ ตามที่แพทย์สั่ง
  • ◼️ การรับประทานยา fluconazole ครั้งเดียว

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

     หากท่านมีอาการหรือไม่สบายตัวที่อาจเข้าข่ายการติดเชื้อราในช่องคลอด ควรนัดแพทย์สูตินรีเวชเพื่อรับการตรวจรักษา

 

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่

picture1

Designed by vectorjuice / Freepik

โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่คืออะไร

     โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) คือภาวะที่เนื้อเยื่อที่คล้ายผนังของมดลูกเจริญเติบโตในทื่อื่นเช่นรังไข่ ท่อนำไข่ เชิงกราน และด้วยภาวะดังกล่าวเนื้อเยื่อนี้จะทำหน้าที่เหมือนเยื่อบุโพรงมดลูกในแต่ละรอบประจำเดือนโดยเนื้อเยื่อจะหนาตัวและท้ายที่สุดจะลอกออกมาเป็นเลือดเหมือนประจำเดือนแต่ตัวเนื้อเยื่อดังกล่าวจะถูกขังอยู่ในจุดที่เจริญผิดที่และเนื้อเยื่อโดยรอบบริเวณนั้นจะเกิดการระคายเคืองและทำให้มีอาการปวดในที่สุด

ความเสี่ยง

  • ◼️ การมีรอบประจำเดือนไวกว่าปกติ
  • ◼️ ไม่เคยคลอดบุตร
  • ◼️ รอบประจำเดือนสั้น
  • ◼️ อายุที่เกิดวัยหมดประจำเดือนช้า
  • ◼️ ประวัติครอบครัว
  • ◼️ เคยได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนปริมาณสูงในชีวิต

อาการแสดง

     อาการแสดงอาจไม่เฉพาะเจาะจงต่อโรคและยากต่อการแยกโรค โดยผู้ป่วยโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่มักให้ประวัติว่ามีอาการปวดอย่างรุนแรงมากกว่ารอบประจำเดือนปกติ อาการอาจรวมถึง:

  • ◼️ ปวดประจำเดือนรุนแรง
  • ◼️ ปวดเมื่อปัสสาวะและเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  • ◼️ มีเลือดออกมากกว่าปกติ
  • ◼️ มีบุตรยาก
  • ◼️ รู้สึกไม่สบาย ท้องผูก และท้องเสียช่วงรอบประจำเดือน

การรักษา

  • ◼️ ยาลดอาการปวด ใช้เป็นยารักษาตามอาการเมื่อจำเป็นเช่นยากลุ่ม ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs)
  • ◼️ การรักษาด้วยฮอร์โมน เช่น การใช้ยาฮอร์โมนคุมกำเนิด ยากลุ่ม gonadotrophin-releasing hormone (GnRH) analogues และ aromatase inhibitors
  • ◼️ การผ่าตัดแบบ Conservative surgery เพื่อตัดส่วนเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
  • ◼️ การผ่าตัดเพื่อตัดมดลูก (hysterectomy) และรังไข่ออกซึ่งต้องพิจารณาและตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนโดยคำนึงถึงความเสี่ยงและประโยชน์

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

     หากท่านมีปัญหาจากการปวดท้องประจำเดือนมากกว่าปกติและอาจเข้าข่ายโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ควรนัดแพทย์สูตินรีเวลเพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนเพื่อรักษาแต่เนิ่นๆซึ่งจะมีประสิทธิภาพในระยะยาว

 

วัยหมดประจำเดือน

วัยหมดประจำเดือนคืออะไร

วัยหมดประจำเดือน (Menopause) คือช่วงเวลาที่ประจำเดือนของผู้หญิงหมดลงโดยการวินิจฉัยจะนับว่าเป็นวัยหมดประจำเดือนเมื่อไม่มีประจำเดือนมาครบ 12 เดือน ทั้งนี้เป็นกระบวนการทางธรรมชาติเมื่อมีอายุมากขึ้นและนับว่าเป็นที่สิ้นสุดของวัยเจริญพันธุ์

ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสโตรเจนมีการเปลี่ยนแปลงจึงทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการต่างๆเช่นการร้อนวูบวาบและช่องคลอดแห้ง ภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมาภายหลังรวมถึงโรคหลอดเลือดและหัวใจ กิจกรรมเพศสัมพันธ์ที่เปลี่ยนไปจากอาการช่องคลอดแห้ง การกลั้นปัสสาวะลำบาก กระดูกพรุนและน้ำหนักขึ้น

สาเหตุการเกิด

  • ◼️ อายุที่มากขึ้นตามธรรมชาติ
  • ◼️ ผ่าตัดนำรังไข่ออก (Oophorectomy)
  • ◼️ การได้รับยาเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา
  • ◼️ หมดประจำเดือนก่อนวันอันควร (ก่อนอายุ 40)

อาการแสดง

     อาการอาจเกิดเมื่อท่านกำลังเข้าสู่ช่วงหมดประจำเดือน (perimenopause) ซึ่งอาจพบอาการบางอย่างหรือทั้งหมดดังนี้ : 

  • ◼️ ร้อนวูบวาบ
  • ◼️ ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ
  • ◼️ ปัญหาการนอนหลับ
  • ◼️ เหงื่อออกตอนกลางคืน
  • ◼️ การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
  • ◼️ ช่องคลอดแห้ง
  • ◼️ กลั้นปัสสาวะไม่อยู่
  • ◼️ น้ำหนักขึ้น
  • ◼️ ผมร่วงหรือบางลง
  • ◼️ ผิวแห้ง

การรักษา

     วัยหมดประจำเดือนอาจไม่จำเป็นต้องได้รับการรักษาใดๆ หากทำการรักษาจะเป็นการช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ป้องกันหรือจัดการภาวะแทรกซ้อนต่างๆ โดยการรักษาแบ่งออกเป็นสองแบบคือการรักษาด้วยฮอร์โมนและการรักษาที่มิใช่ฮอร์โมนซึ่งจะใช้ตามความจำเป็นของผู้ป่วยแต่ละราย 

การรักษาด้วยฮอร์โมน (Hormonal Therapy) – มีสองประเภทขึ้นอยู่กับว่ายังมีมดลูกอยู๋หรือได้ทำการตัดมดลูกไปแล้วหรือไม่ (hysterectomy)

  • ◼️ Estrogen therapy – การใช้เอสโตรเจนโดสต่ำในรูปแบบต่างๆขึ้นอยู่กับความจำเป็นของแต่ละราย โดยมุ่งเน้นเพื่อบรรเทาอาการจากวัยหมดประจำเดือนและป้องกันโรคกระดูกพรุน ซึ่งเหมาะกับผู้ป่วยที่เคยผ่าตัดมดลูกออก (hysterectomy)
  • ◼️ Estrogen Progesterone/Progestin Hormone Therapy (EPT) หรือ combination therapy เหมาะกับผู้ป่วยที่ยังมีมดลูกอยู่โดยโปรเจสเตอโรนจะลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกจากการใช้ hormonal therapy เนื่องจากการใช้เอสโตรเจนเดี่ยวในผู้ป่วยที่ยังมีมดลูกอยู่อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  • ◼️ เอสโตรเจนในรูปแบบครีม เม็ดหรือวงแหวนใช้สำหรับช่องคลอดโดยตรง เพื่อลดอาการช่องคลอดแห้ง

การรักษาที่มิใช่ฮอร์โมน (Non-Hormonal Therapy) – ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยาฮอร์โมนได้และช่วยในการลดอาการต่างๆได้

  • ◼️ ยาต้านซึมเศร้าขนาดต่ำเพื่อลดอาการร้อนวูบวาบและความผิดปกติทางอารมณ์
  • ◼️ ยารักษาอาการปวดจากปลายประสาทอักเสบ -  ช่วยลดอาการร้อนวูบสาบและมักจะได้ผลดีในผู้ป่วยที่นอนหลับยาก
  • ◼️ ยาลดความดันโลหิต – ช่วยลดอาการร้อนวูบวาบ
  • ◼️ ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน (โปรดดูบทความโรคกระดูกพรุน)

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

หากท่านมีอาการใดๆดังกล่าวและคิดว่ากำลังเข้าข่ายวัยหมดประจเดือน ท่านควรนัดพบแพทย์สูตินรีเวชเพื่อรักษาอาการในปัจจุบันและวางแผนการตรวจคัดกรองโรคต่างๆซึ่งแต่ละคนอาจมีความเป็นไปได้ที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เพื่อที่จะส่งเสริมให้มีสุขภาพดีในองค์รวม

 

เลือดออกทางช่องคลอด 

อาการเลือดออกทางช่องคลอดคืออะไร?

     อาการเลือดออกทางช่องคลอดอาจหมายรวมถึงการเลือดออกตามปกติของรอบประจำเดือนหรือการเลือดออกที่ไม่เกี่ยวข้องกับประจำเดือน บทความนี้จะเน้นไปที่การเลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติซึ่งอาจเกิดเมื่อไหร่ก็ได้และพร้อมกับอาการอื่นๆเช่นอาการปวด ทั้งนี้การเลือดออกที่ไม่ได้เป็นตามรอบประจำเดือนอาจเกิดขึ้นได้บางครั้งและอาจไม่ใช่อาการที่ต้องรักษาแต่อย่างไรก็ตาม หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์สูตินรีเวชเพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องอีกครั้ง

สาเหตุ

การเลือดออกทางช่องคลอดที่ผิดปกติอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น:

  • ◼️ มะเร็งระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
    •    ◽ มะเร็งปากมดลูก
    •    ◽ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก (มะเร็งมดลูก)
    •    ◽ มะเร็งรังไข่
    •    ◽ มะเร็งมดลูกชนิด sarcoma
    •    ◽ มะเร็งช่องคลอด
  • ◼️ โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษหรือทำงานต่ำ
  • ◼️ ภาวะเลือดออกผิดปกติ
  •    ◽ ภาวะเกร็ดเลือดต่ำ
  •    ◽ Von Willebrand disease
  •    ◽ Hemophilia
  •    ◽ ผลข้างเคียงจากยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant)
  • ◼️ ภาวะแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์
  •    ◽ การตั้งครรภ์นอกมดลูก
  •    ◽ การแท้งลูกหรือแท้งคุกคาม
  •    ◽ การคลอดก่อนกำหนด
  •    ◽ ภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด
  • ◼️ การติดเชื้อในช่องท้อง กระเพาะปัสสาวะหรือติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์
  • ◼️ การตรวจชิ้นเนื้อปากมดลูกหรือเยื่อบุโพรงมดลูกจากการตรวจสุขภาพ
  • ◼️ การใช้ยาฮอร์โมนทดแทนสำหรับวัยหมดประจำเดือน
  • ◼️ การใช้ยาคุมกำเนิดฮอร์โมน
  • ◼️ Polycystic ovary syndrome
  • ◼️ ความเครียด
  • ◼️ การบาดเจ็บหรือถูกคุกคามทางเพศ

การรักษา

การรักษาอาจเป็นการใช้ยาหรือผ่าตัดโดยขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดอาการเลือดออก การใช้ยาอาจรวมถึง:

  • ◼️ ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Non-steroidal anti-inflammatory drugs) เช่น Ibuprofen และ mefenamic acid เพื่อช่วยควบคุมการเลือดออกที่มาก
  • ◼️ Tranexamic acid เพื่อหยุดเลือดปริมาณมากจากรอบประจำเดือน
  • ◼️ ยาปฏิชีวนะ
  • ◼️ ยาคุมกำเนิดฮอร์โมน
  • ◼️ ห่วงคุมกำเนิด

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์

สำหรับผู้หญิงตั้งครรภ์หากเกิดอาการเลือดออกให้ติดต่อแพทย์เจ้าของไข้ทันทีและหรือติดต่อเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลทันทีแม้ว่าจะเกิดขึ้นกลางดึกเนื่องจากอาจเป็นสัญญานอันตราย

โดยทั่วไปแล้วส่วนใหญ่การเลือดออกจะไม่อันตรายถึงชีวิต ควรปรึกษาแพทย๋สูตินรีเวชหากมีข้อสงสัยและมีอาการเช่น:

  • ◼️ รอบประจำเดือนที่เปลี่ยนไปและหรือปริมาณเลือดที่ต่างจากเดิมอย่างสังเกตุได้
  • ◼️ เลือดออกหลังการเริ่มใช้ยาใหม่หรือการใช้ยาฮอร์โมน
  • ◼️ เลือดออกพร้อมอาการปวดรุนแรง
  • ◼️ เด็กผู้หญิงที่มีเลือดออกทางช่องคลอดแม้ว่ายังไม่เข้าช่วงวัยแรกรุ่น
  • ◼️ เด็กทารกผู้หญิงที่มีเลือดออกมากผิดปกติและเป็นระยะเวลานาน
  • ◼️ การเลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์

ผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด

การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดคืออะไร

        ผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดเป็นการผ่าตัดเพื่อนำมดลูกออกผ่านทางช่องคลอด โดยวิธีนี้สามารถลดระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาล ค่าใช้จ่ายและหายได้ไวกว่าการผ่าตัดผ่านช่องท้อง หลังจากที่ผ่านำมดลูกออก ผู้ป่วยจะไม่สามารถตั้งครรภ์ได้อีก

ความจำเป็นในการผ่าตัดมดลูก

        การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดจะกระทำเพื่อการรักษาปัญหาทางระบบการสืบพันธุ์ผู้หญิง ซึ่งอาจรวมถึง:

  • ◼️ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
  • ◼️ มะเร็งชนิดต่างๆ (รังไข่ มดลูก ปากมดลูก ท่อนำไข่)
  • ◼️ เนื้องอกที่ไม่ใช่มะเร็ง (Fibroids)
  • ◼️ อาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง
  • ความเสี่ยง

            โดยทั่วไปการผ่าตัดด้วยวิธีมีความปลอดภัย อย่างไรก็ตามการผ่าตัดทุกชนิดล้วนมีความเสี่ยง อาทิ เช่น:

    • ◼️ เลือดออกปริมาณมาก
    • ◼️ ความเสียหายต่อกระเพาะปัสสาวะหรือลำไส้
    • ◼️ การติดเชื้อ
    • ◼️ ปฏิกิริยาต่อยาสลบ
    • ◼️ ลิ่มเลือดอุดตันที่ขาหรือปอด
  • การผ่าตัด

            แพทย์ที่รักษาท่านจะประเมินหากท่านควรจะใช้การส่องกล้องหรือใช้หุ่นยนต์เพื่อในการผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอด โดยขั้นตอนทั่วไปคือ:

    • ◼️ การตัดเปิดข้างในช่องคลอด
    • ◼️ เส้นเลือดมดลูกจะถูกบีบรัดและมดลูกจะถูกแยกจากเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน รังไข่และท่อนำไข่
    • ◼️ มดลูกจะถูกนำออกมาผ่านช่องคลอดและใช้ไหมละลายเพื่อเย็บแผลข้างในท้องน้อย

 

คลินิกสูติ-นรีเวช ชั้น 4

วันและเวลาเปิดให้บริการ

เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00 - 17.00 น. 
กรณีฉุกเฉิน มีแพทย์สูตินรีเวช ตลอด 24 ชั่วโมง

โทรศัพท์ 02 220 7999 ต่อ 84000 , 84001  หรือ 0917988302

 

บทความที่เกี่ยวข้อง